15 วิธี ทำตัวเองให้หลับปุ๋ย สำหรับคนหลับยาก
05 กรกฎาคม 2017
15 วิธี นอนยังไงให้เย็นฉ่ำ แม้อากาศจะร้อนจนปรอทแตก
18 กรกฎาคม 2017

รู้ก่อนได้เปรียบ!! ปวดหลังอันตรายกว่าที่คิด

“ปวดหลัง” เป็นอาการที่ใครหลายๆคนพบเจอไม่ว่าจะเป็นวัยหนุ่มสาว ไปถึงวัยสูงอายุ ก็ต่างเป็นกันได้ทุกคน ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าอาการปวดหลังนี้ เป็นอาการที่เกิดจากการยกของหนักๆ ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ผิดท่าผิดทาง หรือการที่กระดูกสันหลังทำงานผิดปกติ สาเหตุเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะอาการปวดหลังนั้นมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด เราไปดูกันดีกว่าว่า “ปวดหลัง” มีอะไรซ่อนอยู่

ประเภทของโรคปวดหลัง

1.ปวดหลังแบบเฉียบพลัน เป็นอาการปวดหลังติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งการปวดหลังนี้จะไม่มีการปวดร้าวลงขา อาจเกิดจาก กล้ามเนื้อเอวตึงเคล็ด ข้อต่อ หรือเอ็นกระดูกสันหลังอักเสบ เมื่อได้รับการรักษาจะหายใน 2 – 3 วัน

2.ปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลัน เป็นอาการปวดหลังติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น และยังมีอาการปวดร้าวลงไปยังสะโพกและขาอีกด้วย อาจเกิดจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษายาวนานกว่าปวดหลังแบบเฉียบพลัน

3.ปวดหลังและปวดร้าวลงขา แบบเรื้อรัง เป็นอาการปวดหลังที่มีระยะเวลาเกินกว่า 6 สัปดาห์ และมีอาการปวดร้าวลงขาร่วมด้วย อาจเกิดจาก กระดูกสันหลังตีบแคบเบียดเส้นประสาท การรักษาจึงต้องใช้แพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางในการรักษา

ซึ่งอาการปวดหลังสามารถบ่งบอกโรคต่างๆได้อีกมากมาย เช่น

1.โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จะเป็นการปวดหลังรุนแรง จนขยับไม่ได้ แอ่นหลังไม่ได้ ปวดมากเมื่อมีการไอ จาม หรือเบ่งถ่ายอุจาระ และมีการปวดร้าวลงขา และมักมีอาการขาชาร่วมดัวย อันเกิดมาจากเจลในหมอนรองกระดูกสั้นหลังปลิ้นออกมาแล้วไปกดทับเส้นประสาทไขสั้นหลัง หรือรากประสาท นั้นเอง

2.โรคกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน  เป็นการปวดหลังจากการใช้กล้ามเนื้อหลังในการทำงานมากเกินไป จะเป็นการปวดหลังแบบกว้างๆ ทำให้เดินหลังเกร็ง แอ่นหลังตลอด และกล้ามเนื้อหลังจะมีลักษณะหดเกร็งเป็นลำชัดเจน

3.โรคกระดูกสันหลังเสื่อม  เป็นอาการปวดหลังที่เกิดจากข้อต่อของกระดูกสันหลังที่มีการเสื่อมสภาพลงแล้วเกิดการทรุดตัว และเกิดจากการที่กระดูกซ่อมแซมตัวเอง แล้วเกิดงอกออกมาจนไปกดทับเส้นประสาทสันหลัง และมีอาการขาชาร่วมด้วย จะมีอาการปวดๆแบบขัดๆบริเวณข้อ และก้มไม่ได้ถ้าหากกระดูกทรุดตัวหนัก ก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังอักเสบได้อีกด้วยสุด หลังก็จะแอ่นอยู่ตลอด

4.โรคกรวยไตอักเสบ จะเป็นการปวดหลังขึ้นอย่างฉับพลันบริเวณเอวหรือสีข้าง โดยจะปวดมากข้างใดข้างหนึ่ง และปวดร้าวลงมาที่ขา พร้อมทั้ง มีไข้หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่นขาว บางครั้งก็ออกมาเป็นเลือด และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย อันเกิดจากการติดเชื้ออักเสบของไต เพราะดื่มน้ำน้อย และอั้นปัสสาวะ

5.โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน เป็นการปวดหลังเรื้อรัง และปวดร้าวลงขาทั้ง 5 ข้าง ขาชา ขาไม่มีแรง เดินได้ระยะทางสั้นๆ อาจเกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมมาก หรือผิดปกติแต่กำเนิด การเกิดอุบัติเหตุ และเกิดจากตัวเชื่อมระหว่างปล้องกระดูกสันหลังกับส่วนหางกระดูกสันหลังหัก ทำให้ตัวปล้องเคลื่อนไปด้านหน้ามากเกินไป อาจเพราะตั้งครรภ์ หรือลงพุง

สาเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง

1.ปวดหลังจากไตอักเสบ นิ่วที่ไต ไข้หวัด ปวดเอว ปัสสาวะอาจมีแสบ ขัด และสีขุ่น จากอุบัติเหตุ หรือการเป็นเนื้องอก

2.ปวดหลังจากกระดูกสันหลัง หรือหมอนรองกระดูกสันหลังที่เอวเคลื่อนทับเส้นประสาท

3.ปวดหลัง ปวดเอว จากกล้ามเนื้อหลัง จากการต้องก้มๆ เงยๆบ่อย ยกของหนัก และไม่ถูกท่า ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป

4.คนที่มีน้ำหนักมาก หรือสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เมื่อหลังต้องออกแรงดึงบริเวณช่วงท้องที่มีน้ำหนักมากเป็นเวลานานๆ และหมอนรองกระดูกไม่สมดุลกัน  ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็ว และหมอนรองกระดูกไม่สมดุลกัน

5.ชิ้นส่วนต่างๆของในบริเวณกระดูกสันหลังมีการทำงานผิดปกติ หรือมีลักษณะไม่ปกติ จากวัยที่สูงขึ้น หรือเป็นตั้งแต่กำเนิด

6.การใช้กิริยาท่าทางต่างๆในกิจกรรมในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง

วิธีการรักษา และป้องกัน

1.เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในการใช้ชีวิตประจำวัน

  1.1.ท่านอน ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นที่สุด และการนอนหงายทำให้หลังแอ่นน้อย แต่ควรมีหมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้โคนขา และควรมีหมอนรองรับบริเวณคอ และการนอนตะแคงคือท่านอนที่ดีที่สุด นอนให้ขาหนึ่งเหยียดตรง อีกขางอ และมีหมอนข้างรองรับ ไม่ควรนอนในที่นอนที่มีการยุบตัวมาก เช่นฟูกฟองน้ำ เตียงสปริง ที่นอนควรแน่น ยุบตัวน้อย

1.2 ท่านั่ง ควรนั่งให้หลังตั้งตรง เก้าอี้สูงพอดี มีส่วนช่วยในการหนุนหลัง และมีที่พักแขน และรองรับก้นและโคนขาได้เหมาะสม ไม่ควรนั่งหากจากโต๊ะทำงานมากเกินไป

   1.3 ท่ายืน ควรยืนพักขา 1 ข้าง หากยืนนานๆควรมีที่พักเท้า ยืนหลังตรงอดผายไหล่ผึ่งหลังจะแอ่นน้อย

   1.4. ท่าการยกของ ควรย่อตัวลงไปหาสิ่งของ แล้วยกของให้ชิดตัว แล้วจึงลุกขึ้น และการถือของควรถือใกล้ๆตัว เพราะการถือของห่าง ทำให้หลังทำงานหนัก

1.5. ท่านั่งขับรถ ไม่ควรขับรถเป็นเวลานานโดยไม่มีการหยุดพัก เมื่อขับได้ระยะหนึ่งควรแวะจุดแวะพัก แล้วลงมาเดิน ยืน และบิดตัวไปมา ให้กล้ามเนื้อหลังได้ผ่อนคลาย ควรมีที่พิงหลัง และควรนั่งให้เข่างอเหนือสะโพก และไม่ห่างพวกมาลัยรถจนเกินไป

2.การนอนพักให้หายจากการปวดหลัง เป็นการนอนราบไปบนเตียงให้เพียงพอเพื่อลดอาการปวด แต่ไม่ควรนอนนาน เพราะอาจทำให้หลังยิ่งปวดได้

3.การประคบเย็น ประคบร้อน สามารถช่วยลดความตึงเคล็ดของกล้ามเนื้อหลังได้ดี

4.การรับประทานยาแก้ปวดหลัง

5.กายภาพบำบัดกับลดอาการปวดหลัง

6.รักษาด้วยการผ่าตัด

7.การออกกำลังกาย ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย และฟื้นฟูอาการปวดหลัง ให้กล้ามเนื้อหลัง มีการกายบริหาร หรือเดินบ่อยๆ หมั่นดูแลกล้ามเนื้อท้อง ขา หลัง ให้แข็งแรงอยู่เสมอ

คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังปวดหลังอยู่หรือเปล่า อย่านิ่งนอนใจว่าแค่อาการปวดหลังธรรมดา เพราะหากคุณปล่อยปะละเลยกับอาการปวดหลังไปนานๆเข้า อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณมากมาย รีบเช็คตัวเอง หรือหาวิธีรักษาให้ถูกวิธีกันนะคะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และการใช้ชิวตที่มีความสุขของตัวคุณเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *